19 มิถุนายน 2553

New!! Speaker: Harbeth Compact 7-es3
The designer ... is particularly gifted at knowing how speakers actually behave in real rooms. The design and engineering of the Compact 7 is so solid and sophisticated... that it sounds absolutely wonderful, retaining its essential neutrality and natural tonal balance...

New!! Speaker Cables: Nordost Red Dawn


There isn't a standmounter on the market that won't benefit from being parked on these. The improvements to the sound are immediate and considerable.
In every case, speakers offer greater detail, greater scale and greater clarity of expression.

01 ตุลาคม 2552

1 ตุลาคม 2552

NEW!! CD player: CEC TL53z
"The TL53Z offered a very organic, coherent presentation. There is nothing about this player's presentation that I'd call analytical or typically digital. It was consistently engaging and never boring with little if anything by way of top-end brittleness. The words suave and sophisticated kept coming to mind. Those lusting for typical digital cyborg bass and more explicit dynamics may want to look elsewhere. But for 'analog' types, I strongly recommend tracking down a CEC dealer and having a listen yourself."
Paul Candy

31 กรกฎาคม 2551

นาฬิกานิ๊กซี่

หลอดนิ๊กซี่ (Nixie tubes) ป็นอุปกรณ์ทางไฟฟ้า ใช้แสดงผลตัวเลข หรือเครื่องหมายอื่นๆ ในหลอดแก้วนั้น ประกอบด้วย ร่างแหตัวนำไฟฟ้าเป็นขั้วบวก และขั้วลบทำเป็นรูปร่างตามลักษณะของตัวเลขต่างๆ และจะประกายแสงออกมาเมื่อได้รับไฟฟ้า ในหลอดแก้วมีแก๊ซความดันต่ำอยู่ มักจะใช้ก๊าซอาร์กอน หรือก๊าซปรอท
ถึงแม้ว่ารูปร่างจะดูเหมือนหลอดสูญญากาศในภาคขยายเสียงทั่วไปก็ตาม แต่หลอดนิ๊กซี่มีความร้อนต่ำมาก จึงมีชื่อเรียกว่าหลอดเย็น (Cold-cathode tube) ซึ่งเป็นชนิดหนึ่งของหลอดนีออน ในภาวะการใช้งานทั่วๆไปที่อูณภูมิห้อง ความร้อนจากหลอดควรน้อยกว่า 40 องศาเซลเซียส
หลอดนิ๊กซี่ชนิดที่ได้รับความนิยมที่สุด มีการแสดงผลเป็นตัวเลข 0-9 ส่วนแบบอื่นๆที่พบได้ได้แก่แบบตัวอักษร สัญลักษณ์ต่างๆ
สามารถทำให้ไส้หลอดที่เป็นขั้วลบสว่างออกมาเป็นสีส้มแดงได้โดยให้ความต่างศักย์ประมาณ 170 โวลต์ ที่ไม่กี่มิลลิแอมป์ อาจพบไส้หลอดสีอื่นๆได้บ้าง ขึ้นกับชนิดของไส้หลอด และก๊าซที่ใช้บรรจุในหลอด ในยุคหลังๆจะมีการผสมปรอทซึ่งจะทำให้หลอดใช้งานได้นานขึ้น สังเกตจากสีหลอดเวลาเปล่งแสง สีจะอมม่วงๆ อายุการใช้งานโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5,000 ชม. สำหรับหลอดนิ๊กซี่ยุคแรกๆ และ มากกว่า 200,000 ชม. สำหรับหลอดนิ๊กซี่ในยุคหลังๆ
หลอดนิ๊กซี่ถูกคิดค้นโดยบริษัท Haydu Brothers Laboratories ต่อมาปี 1954 (พศ. 2507) บริษัท Burroughs Corporation ได้ซื้อบริษัท Haydu Brothers Laboratories และตั้งชื่อหลอดนี้ว่าหลอดนิ๊กซี่ (NIXIE) มาจากคำว่า NIX I ย่อมาจาก Numeric Indicator eXperimental No. 1
ความจริงก่อนหน้านี้ก็ได้มีการผลิดหลอดที่ใช้แสดงผล และจดลิขสิทธิ์มาตั้งแต่ปี 1920 แล้ว แต่ลักษณะการแสดงผลจะแย่กว่าและเทคโนโลยีอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมต่างๆก็ไม่เหมาะสม จนถึงปี 1950 ทุกๆอย่างจึงลงตัว
จุดตกต่ำของหลอดนิ๊กซี่มาถึงเมื่อยุค 1970 นี้ โดยการค้นพบ LEDs (light-emitting diodes) และ VFDs (Vacuum fluorescent displays) เนื่องจากให้คุณภาพของการแสดงผลดีกว่า สว่างกว่า วงจรง่ายกว่า ประหยัดไฟกว่า เล็กกว่า และปลอดภัยกว่า

ที่มา วิกิพีเดียร์

27 กรกฎาคม 2551

แผ่น(เสียง)ส่งเสียงได้อย่างไร

มันไม่น่าจะเป็นไปได้เลย ที่ด้านหนึ่ง เศษเพชรชิ้นเล็กๆถูกลากผ่านแถบร่องที่กว้างเพียงสามในพันนิ้ว ลึกลงไปในแผ่นพลาสติกทรงกลมแบน แต่อีกด้านหนึ่ง เพลงของ (เซบัสเตียน) บ๊ากถูกเปล่งออกมาในอากาศ!
เมื่อหนึ่งร้อยสามสิบปีก่อน โทมัส เอดิสัน ได้แสดงให้เห็นว่า การสั่นของอากาศ หรือเสียงนั้น สามารถถูกเปลี่ยนไปอยู่ในรูปแบบของเชิงกลที่มองเห็นได้ และอีกที สามารถเปลี่ยนกลับไปอยู่ในรูปแบบของเสียงได้เหมือนเดิม สิบปีหลังจากนั้น อิไมล์ เบอร์ลินเนอร์ ประดิษฐ์แผ่นอัดเสียงซึ่งสามารถใช้งานได้ทั่วไป และต่อมาถูกพัฒนาเป็นแผ่นเสียงนั่นเอง
เครื่องมือเหล่านี้ในยุคแรกไม่มีไฟฟ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง เสียงถูกขยายโดยแตรขนาดใหญ่ ปลายอีกด้านเป็นแผ่นไดอะแฟรมต่อกับเข็มซึ่งจะเปลี่ยนพลังงานเสียงที่สั่นในอากาศให้กลายเป็นร่อง เมื่อนำแผ่นมาเล่น ปลายเข็มที่ขยับไปมาตามร่องจะทำให้ไดอะแฟรมสั่นไปมา เกิดเป็นเสียงและถูกขยายให้ดังขึ้นโดยปากแตร
ยุคไฟฟ้าของแผ่นเสียงเกิดขึ้นมื่อ 1925 (พศ. 2468) หลังจากมีการประดิษฐ์หลอด เสียงซึ่งอยู่ในรูปสัญาณไฟฟ้าสามารถถูกขยายก่อนถูกแปลงให้เป็นร่องบนแผ่นเสียง และถูกเล่นกลับในรูปของสัญญาณไฟฟ้าสำหรับขยายต่อไป
130 ปีผ่านไป ปัจจุบันแผ่นเสียงก็ยังคงอยู่บนหลักการเดิมซึ่งถูกคิดค้นโดยเอดิสัน ซึ่งกล่าวไว้ว่า การสั่นในอากาศสามารถถูกเปลี่ยนไปอยู่ในรูปแบบเชิงกล และสามารถเปลี่ยนกลับมาเป็นการสั่นในอากาศได้

แผ่นเสียงปัจจุบันเป็นผลแห่งการพัฒนาอันยาวนาน หนึ่งในการพัฒนาที่สำคัญถูกเรียกว่า ระบบ 45/45 ซึ่งสามารถทำให้ร่องหนึ่งร่องอัดเสียงสองแชนแนล หรือสเตอริโอได้ โดยร่องที่เป็นรูปตัววีทำมุม 90 องศาต่อกัน และทำมุม 45 องศากับแผ่นเสียง ข้อมูลของแชนแนลซ้ายจะถูกเก็บไว้ที่ขอบด้านในของตัววี (ด้านจุดหมุนของแผ่น) ส่วนข้อมูลของแชนแนลขวาจะถูกเก็บไว้ที่ขอบตัววีด้านนนอก
ระบบ 45/45 ทำให้แผ่นเสียงเล่นเสียงในรูปแบบสเตอริโอได้ แต่การที่จะทำให้แผ่นเสียงเล่นได้นานถึงหน้าละ 22 นาทีนั้นจำเป็นต้องใช้การพัฒนาร่องให้มีขนาดเล็ก และระยะห่างระหว่างร่องแตกต่างกัน ไม่คงที่ ขึ้นกับระดับของเสียง โดยระดับเสียงที่ดัง จะทำให้ร่องมีขนาดใหญ่มากกว่าเสียงที่เบา ซึ่งการพัฒนาทั้งสองนี้ทำให้เกิดแผ่นเสียงลองเพลย์สเตอริโอ 22 นาทีต่อหน้า ซึ่งแตกต่างจาก แผ่นเสียงดั้งเดิมระบบโมโนหน้าละ 5 นาที เป็นอย่างมาก โดยทั่วไปแล้วร่องของแผ่นลองเพลย์แต่ละหน้าจะมีความยาวประมาณ 1400 ฟุต
แปลและเรียบเรียงจาก the abso!ute sound ฉบับเดือนมิถุนายน/กรกฎาคม 2007 หน้า 35

Metallica's 1st 45 rpms vinyls

Metallica: Kill ‘Em All และ Metallica: Ride the lightning
Kill ‘Em All ต้นฉบับเดิมตั้งแต่ปี 1983 (พศ. 2536) อัดได้ห่วยโดยฝีมือของ Megaforce record ส่วนอัลบั้ม Ride the Lightning ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีการอัดจะดีขึ้น แต่โดยโปรดิวเซอร์ที่ฝีมือยังไม่ถึงขั้น และงบประมาณการอัดที่จำกัด ผลออกมาเรื่องคุณภาพเสียงก็ไม่ได้ต่างกันมากมายนัก
จึงดูเป็นไปแทบไม่ได้เลยที่บริษัทวอร์นเนอร์ ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากโมบาย ไฟเดลิตี้ ตั้งใจจะทำให้สองอัลบั้มนี้มีคุณภาพเสียงระดับขึ้นหิ้ง โดยเอาอนาลอคเทปเข้าสู่กระบวนการมาสเตอร์ในที่สุดก็ออกมาเป็นไวนิล 180 กรัม 45 รอบต่อนาที !! เป้าหมายของแผ่นเสียงซีรีย์นี้อยู่ที่กลุ่มคนฟังเพลงร๊อค และพวกเขาก็ทำได้ดีมากเสียด้วย
ความดิบ และกร้าวของ Kill ‘Em All ดูจะชัดเจนมากขึ้น เบสของคลิฟ เบอร์ตันในเพลง The Four Horsemen ชัดเจน และเป็นตัวตนแบบที่ไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน กีต้าร์ของทั้งเคิร์ต แฮมเมต และ เจมส์ เฮตฟิลด์ดุดันก้าวร้าวแยกซ้ายขวาเล่นสอดคล้องกันอย่างกลมกลืน ผลรวมอยู่ในขั้นที่น่าพอใจมาก

ส่วนคุณภาพของ Ride the Lightning ดูเหนือกว่าเล็กน้อย และสามารถขึ้นสู่ระดับอ้างอิงของออดิโอไฟล์ได้เลย ไม่เคยมีอัลบั้มเฮฟวี่ใดอัดเสียงโดยมีทั้งความกว้าง ความสูง และความลึกได้เช่นนี้มาก่อน กลองของอัลริชช์เติมเต็มแถวหลัง ฟังแล้วสามารถรับรู้ได้ถึงความพริ้วไหวของท่อนขา แขน และมือทั้งสองตามจังหวะของเพลง หรือไม่ว่าจะเป็นเบสของเบอร์ตันในเพลง The Call of Ktulu เสียงกีต้าร์ในท่อนอินโทรของเพลง Fade to Black ดูช่างมีสีสันและเปี่ยมด้วยพลังเป็นอย่างมาก
ทั้งสองอัลบั้มนี้ยังปั๊มบนแผ่นไวนิล 33 1/3 รอบต่อนาทีด้วย ซึ่งแน่นอนราคาย่อมถูกกว่า แต่ที่ 45 รอบต่อนาทีจะได้ความเปิด มวล และไดนามิคเรนจ์ที่มากกว่ามาก จนไม่สามารถกลับไปฟังเวอร์ชั่นเดิมๆบนซีดีได้อีกเลย


แปลและดัดแปลงจาก the abso!ute sound ฉบับเดือนสิงหาคม 2551 หน้า 126

26 กรกฎาคม 2551

21 กรกฎาคม 2551

เรื่องเล่าหมา(สุนัข) นิ๊ปเปอร์

เรื่องเล่าหมา(สุนัข) นิ๊ปเปอร์

เจ้าหมาตัวนี้มีตัวตนอยู่จริง ชื่อนิ๊ปเปอร์ ลูกตัวนึงชื่อชิ๊ปเปอร์ เกิดที่อังกฤษเมื่อปี 1884 ตายเมื่อ กันยายน 1895 รวมอายุราวๆ 11 ปีตามมาตรฐานของหมาทั่วไป สุสานที่ฝังเจ้าหมาหน้างงตัวนี้อยู่ที่ลอนดอน แต่เนื่องจากตอนนี้ตึกรามบ้านช่องมากมาย สุสานเลยน่าจะอยู่ประมาณใต้ตึกธนาคารไปซะแล้ว
สำหรับสายพันธุ์ก็มีหลายกระแส บ้างว่าแจ๊กรัสเซล บ้างว่าอเมริกันพิทบูล ฟ๊อกเทอร์เรียร์ แร๊ทเทอร์เรียร์ ก็ว่ากันไป
หลังจากเจ้าหมาตายได้สามปี คุณฟรานซิสเจ้าของคนใหม่ถึงได้วาดรูปนี้ขึ้นมา คือเจ้าของคนเดิมตายไปก่อนจึงฝากหมาตัวนี้ให้คุณฟรานซิสดูแลแทน ตอนที่วาดรูปนี้ขึ้นมาใช้เครื่องเล่นกระปุกเสียงของเอดิสัน เบลล์ โดยฮอร์นปากแตรเป็นสีดำ จดลิขสิทธิ์ไปเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 1899 แต่ไม่รู้ว่าด้วยแรงดลบันดาลใจอะไร คุณฟรานซิสดันอยากวาดใหม่ แต่เปลี่ยนฮอร์นจากสีดำเป็นเป็นสีทองเหลือง เลยไปที่บริษัทแกรมโมโฟนเพื่อยืมฮอร์นสีทองเหลืองมาวาดรูปใหม่ แต่คุณวิลเลี่ยม แบรี่ โอเว่น ผู้จัดการสาขาในขณะนั้นดันบอกแนะนำว่าไหนๆก็จะวาดใหม่อยู่แล้ว ให้เปลี่ยนเครื่องไปเลยแล้วจะซื้อรูปที่วาดด้วยอีกตั่งหาก จึงเปลี่ยนเป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงของเบอร์ลินเนอร์ และพี่แกก็ซื้อรูปนั้น ไปเลย ด้วยราคา 100 ปอนด์สเตอร์ริง และกลายเป็นเครื่องหมายการค้าบนแผ่นเสียงของแกรมโมโฟนตั้งแต่กุมภาพันธ์ปี 1908 เป็นต้นมา และแผ่นที่มีรูปคุณนิ๊ปเปอร์อยู่ก็ถูกเรียกเป็น HMV (His master’s voice) แทนที่ G&Ts
หลังจากนั้นไม่นาน โดยคำขอของอีไมล์ เบอร์ลินเนอร์ ลิขสิทธิ์ของรูปหมางงหน้าเครื่องเล่นแผ่นนี้ก็ตกเป็นของบริษัทวิ๊กเตอร์ ทอล์คกิ้ง แมชชีน จำกัด บนแผ่นดินอเมริกา ซึ่งทางคุณวิ๊กเตอร์โหมโฆษณารูปคุณนิ๊ปเปอร์มากมายกว่าฝั่งอังกฤษนัก จึงเป็นที่ชินตามากกว่าว่าหมาตัวนี้ ต้องอยู่บนวิ๊กเตอร์
ที่มา วิกิพีเดียร์

19 กรกฎาคม 2551

18 กรกฎาคม 2551

Renovation!

Cartridge: Dynavector Karat 17D3
Turntable: VPI scout signature
Step-up Transformer: Phase Tech T-3
Preamplifier: Cary audio SLP-98
Interconnect: Van den hul The orchid
Amplifier: Cary CAD300se
Speaker cable: Anti-cables
Speaker: ProAc Response 2.5
Power distributor: Shunyata Hydra6
Power cord: Kimber Cable PK10

Phase Tech MC Step Up - Transformer T-3 (Japan)

The 24nd MJ Technology of the Year
Peripheral Divices Category prize winning
The 35nd Stereo Component Grand prix
Analog Disk Related Products Category Section prize

With our catchword, “Analog still does not reach the limit.” We commercialize from MC Cartridge to Phone amp, and provide the music impression of only analog disc intending by Phase Tech to analog disc fans.This time, we provide the charm of analog discs more widely by In-house development of basic parts, productivity improvement and rationalization of exterior.

Employment of High performance Sep Up Transformer by in-house development

By a gigantic EI core same as T-1, made with “78% super-Perm alloy-core (0.2mmm thin)”, rolling up the first side 0.32φ and the second side 0.12φ big copper wire which is low in loss,

1) The best linearity for lower band areas Comparison to the past- low strain range= 6dB

2) The most efficient step up with minimum loss Comparison to the past- 50% up transmission efficiency

It succeeds to bring out really energetically excellent sound in all band areas. Also, as a winding structure of uniquely divided layers realizes characteristics of wide band areas, and T-3 minimizes a phase distortion (the fastest level of rise time) in audible band areas and clarifies sound images more.

Also, as a winding structure of uniquely divided layers realizes characteristics of wide band areas, and T-3 minimizes a phase distortion (the fastest level of rise time) in audible band areas and clarifies sound images more.

Materialization of non-resonance/non-vibration

An excellent structure with vibration free and co-vibration free is realized.
T-3 is filled with the polyethylene foam and this prevents T-3 from conveying any outside vibration to inside the step up transformer.
This realizes the capability to play realistic sound with good S/N image. At the same time, filling up its body with the polyethylene foam avoids the unnecessary cavity resonance.

The thickness of the chassis base and the top cover are 1.0 mm and 1.6 mm respectively, and they are made out of steel with copper plating treatment, and are painted for finishing. All the parts are put together with the steel non-magnetic screws and minimize the influence of the magnetic distortion, and realized the clear sound.

Applicable Cartridge’s Output Impedance 1.5 Ohm to 40 Ohm
Secondary Impedance Loading 47k Ohm
Step Up Ratio (voltage gain) 26dB
Frequency Range 10~50kHz(±2dB)
Dimensions W 133 mm x H 85 mm xD 129 mm
Weight 1.06kg
Input/Output Terminals Gold-plated terminal

12 กรกฎาคม 2551

12 กรกฎาคม 2551


NEW!! Speaker: ProAc Response 2.5

the ProAc Response 2.5 which was one of the most famous speakers in its class made from around 1996 to 2003. This model was replaced by a new model around 2003 called the Response D25, which uses different driver units but still in a similar two-way floostanding concept. The Response 2.5 is considered to be one of ProAc's most successful and famous designs and is a modern testament to the skill and voicing of it's designer Stewart Tyler of ProAc. It is perhaps among the most full range 2-way floorstanding conventional cone loudspeakers in it's class and is still an excellent sounding speaker even by current standards. This is a "textbook bass reflex design" using good quality Scan-Speak drivers. The drivers used in the design may not be Scan-Speak's top line drivers, but they have been integrated in a very special way to provide the best possible sound. The original ProAc Response 2.5 sound is characterised as very musical, sweet, coherent, tuneful, lush, and with a very bullet proof bass (for its size). What it may lack in extreme microdynamic detail in the midrange and treble, it makes up for this by simple tonal enjoyment, which even many larger and more complex speakers are unable to provide.

08 กรกฎาคม 2551

8 กรกฎาคม 2551

ในห้องนอน ของเดิม

Turntable: Rega P2
CD player: Marantz CD6000OSE
Prephono: TS audio PH18
Preamplifier: TS audio KC1
Amplifier: TS audio KB300 monoblock
Speakers: Monitor audio Bronze2
Power distributor: Octopus s-600v
Interconnect: Van den hul D - 300 III HYBRID
Speaker cables: Supra ply3.4